RSV ภัยร้ายเบอร์หนึ่งของพ่อแม่

Last updated: 2 มี.ค. 2564  |  930 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อ

RSV คืออะไร ?

ไวรัส RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus คือไวรัสที่จัดเป็นชนิดที่มีเปลือกหุ้ม โดยจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธ์ คือ RSV-A และ RSV-B โดยเชื้อไวรัส RSV เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคระบบทางเดินหายใจที่มีการระบาดอย่างหนักของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก ในทุกๆปีจะมีผู้เข้ารับการรักษากว่า 3,000,000 ครั้ง และมีเด็กที่เสียชีวิตกว่า 60,000 - 200,000 คน โดยในประเทศไทย ฤดูที่ระบาดหนักจะอยู่ในช่วงฤดูฝน หรือช่วงเดือน กรกฏาคม-ตุลาคม ของทุกปี 

ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ในการฟักตัว ?

ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อแล้วจะมีการแพร่กระจายเชื้อได้ในเวลา 2-8 วัน และมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 4-6 วัน

อาการ ?

โดยในช่วง 1-2 วันแรก จะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น จาม ไอ น้ำมูกไหล คัดจมูก โดยเมื่อมีอาการหนักมากขึ้นก็จะส่งผลทำให้ทางเดินหายใจช่วงล่างอักเสบ, หลอดลมใหญ่อักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบตามมาได้ โดยจะมีอาการที่รุนแรงมาก ในเด็กช่วงอายุต่ำกว่า 1-2 ปี เนื่องจากเด็กยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง รวมถึงเด็กที่คลอดก่อนกำหนด, โรคหัวใจ และ โรคปอดเรื้อรัง เป็นต้น

ติดต่อจากอะไร และ ผู้ใหญ่สามารถติดได้หรือไม่ ?

ติดต่อจากการหายใจนำเอาละอองเสมหะ(สารคัดหลั่ง)ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ RSV ไม่ว่าจะเป็น น้ำลาย น้ำมูก ฯลฯ โดยอาจจะเป็นไปได้ทั้งได้ได้รับสารคัดหลั่งโดยตรงหรือไปสัมผัสสิ่งของหรือของใช้ของผู้ป่วยที่มีสารคัดหลั่งติดอยู่แล้วนำเข้ามาในร่างกาย

ผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อ RSV ได้เช่นกัน แต่มักมีอาการที่ไม่รุนแรง เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันที่ดีแล้ว  

วินิจฉัยอย่างไร ?

อาศัยอาการและอาการแสดงเป็นหลัก โดจะมีการซักประวัติการป่วยและตรวจร่างกาย โดยอาจจำเป็นต้องมีการ X-Ray ปอดเพื่อให้ได้ภาพรังสีปอดหากสงสัยว่ามีหลอดลมอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดบวม การวินิจฉัย RSV เบื้องต้นสามารถทำได้โดยการเก็บตัวอย่างจากเยื่อบุทางเดินหายใจส่งตรวจ Nasal Swab โดยใช้ระยะเวลาในการตรวจเพียง 30 นาที 

รักษาอย่างไร ?

การรักษาของเด็กที่ติดเชื้อ RSV จะเป็นการรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ถ้ามีไข้ ให้น้ำเกลือถ้ารับประทานอาหารไม่ได้ หรือถ้าหายใจเร็ว,หอบ อาจต้องให้ออกซิเจน 

ป้องกันอย่างไร ?

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคได้ วิธีการรับมือที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้เบื้องต้นคือ

- หมั่นล้างมือเด็กอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงผู้ปกครองด้วย

- แยกสิ่งของและของใช้ของผู้ป่วยออก 

- หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้